รัฐบาลจีนเผยแผนพัฒนาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่สำหรับช่วงแผนพัฒนาห้าปีฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030) ออกร่วมกันโดยกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (MIIT) และหน่วยงานอื่นอีก 6 แห่ง รวมถึงคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) และกระทรวงคมนาคม แผนนี้กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมที่เป็นหัวใจของรถยนต์ไฟฟ้าในอีกห้าปีข้างหน้า
เป้าหมายสำคัญ
- แบตเตอรี่โซลิดสเตตแบบของแข็งทั้งหมด (all-solid-state) ต้องเริ่มใช้งานในระดับอุตสาหกรรมที่ใหญ่ขึ้นเป็นครั้งแรกภายในปี 2030 โดยเน้นแก้เรื่องการนำไอออน ความเสถียรในการใช้งานซ้ำ และต้นทุน
- แบตเตอรี่ลิเธียมอายุยืนต้องรองรับการชาร์จ–คายประจุได้ 15,000 รอบ
- ผู้ผลิตชั้นนำต้องคุมอัตราของเสียให้อยู่ในระดับส่วนในพันล้าน (PPB)
- เร่งนำแบตเตอรี่ชาร์จเร็วพิเศษเข้าสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรม
- พัฒนาแบตโซเดียมไอออนที่ทนความเย็น พลังงานสูง และอายุการใช้งานยาว
มากกว่าเทคโนโลยี
นอกจากเป้าด้านเทคนิค แผนยังสนับสนุนการควบรวมและปรับโครงสร้างบริษัทในอุตสาหกรรม เร่งพัฒนาแหล่งแร่ลิเธียมและโคบอลต์ในประเทศเพื่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และกำหนดให้ผู้ผลิตต้องมีระบบรับคืนแบตเตอรี่เก่าที่สอดคล้องกับยอดขายของตัวเอง รวมถึงวางระบบ "ตัวตนดิจิทัล" ของแบตเตอรี่ และศึกษาระบบพาสปอร์ตแบตเตอรี่ที่ใช้ร่วมกับมาตรฐานสากลได้
ผลต่อผู้ใช้รถไฟฟ้าในไทย
จีนเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของโลก และรถไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่ขายในไทยก็มาจากแบรนด์จีนที่ใช้แบตเตอรี่จากซัพพลายเชนจีน ทิศทางในแผนนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลถึงรถที่คนไทยจะได้ใช้ในอีกไม่กี่ปี ทั้งแบตที่อายุยาวขึ้น ชาร์จเร็วขึ้น และทางเลือกแบตโซเดียมไอออนที่อาจช่วยลดต้นทุน ส่วนแบตโซลิดสเตตที่หลายคนรอคอย แผนนี้ตั้งเป้าเพียงให้เริ่มใช้ในวงกว้างขึ้นภายในปี 2030 จึงยังไม่ใช่สิ่งที่จะเห็นในรถราคาทั่วไปในเร็ว ๆ นี้ สำหรับคนที่ใช้รถไฟฟ้าอยู่แล้ว เป้าหมายเรื่องระบบรับคืนและรีไซเคิลแบตก็เป็นอีกเรื่องที่น่าติดตาม เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการแบตเมื่อหมดอายุการใช้งาน