สมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีน (CAAM) เปิดเผยตัวเลขเดือนกรกฎาคม 2569 ว่ารถพลังงานใหม่ (NEV) ซึ่งหมายถึงรถไฟฟ้าล้วนและปลั๊กอินไฮบริด มียอดขาย 1,561,000 คัน เพิ่มขึ้น 23.7% จากปีก่อน แต่ลดลง 5% จากเดือนมิถุนายน ที่สำคัญคือ NEV คิดเป็นสัดส่วน 60.4% ของยอดขายรถใหม่ ทะลุ 60% เป็นครั้งแรก
ตัวเลขสำคัญเดือน ก.ค. 2569
- รถไฟฟ้าล้วน (BEV) 1,072,000 คัน เพิ่มขึ้น 32.2%
- ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) 489,000 คัน เพิ่มขึ้น 8.4%
- ส่งออก NEV 553,000 คัน เพิ่มขึ้นราว 145%
- ยอดขาย NEV ในประเทศ 1,008,000 คัน ลดลง 2.8%
- ยอดขายรถทุกประเภทรวม 2,584,000 คัน ลดลง 0.3%
- ส่งออกรถยนต์ทุกประเภท 1,043,000 คัน เพิ่มขึ้น 81.3%
ในประเทศชะลอ ต่างประเทศเร่งเครื่อง
ตัวเลขชุดนี้สะท้อนภาพที่ต่างกันชัดเจนระหว่างตลาดในบ้านกับตลาดต่างประเทศ ยอดขาย NEV ในจีนเองลดลงเล็กน้อย และช่วง 7 เดือนแรกของปียอดขายในประเทศอยู่ที่ 6,099,000 คัน ลดลง 11.8% ขณะที่รถเครื่องยนต์สันดาปในประเทศลดลงหนักถึงราว 46% ส่วนการส่งออกกลับเติบโตแรง ทั้งรถไฟฟ้าและรถทุกประเภท
ยอดสะสมมกราคม–กรกฎาคม 2569 จีนผลิต NEV ได้ 9,014,000 คัน และขายได้ 9,007,000 คัน เพิ่มขึ้นเกือบ 10% ทั้งคู่ และสัดส่วน NEV สะสม 7 เดือนแรกก็เกิน 50% เป็นครั้งแรก
ผลต่อตลาดรถไฟฟ้าไทย
เมื่อตลาดในจีนโตช้าลงแต่กำลังผลิตยังเพิ่มขึ้น ค่ายรถจีนจึงต้องหาตลาดใหม่ การส่งออก NEV ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 2.5 เท่าภายในปีเดียวบอกชัดว่ารถไฟฟ้าจีนจะไหลออกสู่ตลาดโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ ไทยซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดรถไฟฟ้าที่แบรนด์จีนให้ความสำคัญ จึงมีแนวโน้มจะเห็นรุ่นใหม่ โปรโมชัน และการแข่งขันด้านราคาต่อเนื่อง ผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อรถไฟฟ้าอาจได้ประโยชน์จากตัวเลือกที่มากขึ้น แต่ก็ควรพิจารณาเรื่องบริการหลังการขายและมูลค่ารถมือสองประกอบด้วย