ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีน (CAAM) ที่เผยแพร่เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ชี้ว่า เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จีนส่งออกรถยนต์รวม 1.037 ล้านคัน นับเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขส่งออกรายเดือนทะลุหลักล้าน เพิ่มขึ้น 11.6% จากเดือนก่อนหน้า และพุ่งขึ้นถึง 75.1% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน
รถพลังงานใหม่คือแรงขับหลัก
ดาวเด่นของเดือนนี้คือรถพลังงานใหม่ (NEV) ซึ่งหมายรวมถึงรถไฟฟ้าล้วนและปลั๊กอินไฮบริด ส่งออกได้ 523,000 คัน เกิน 500,000 คันในเดือนเดียวเป็นครั้งแรก เติบโตราว 160% จากปีก่อน และมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของรถที่ส่งออกทั้งหมดในเดือนนั้น
- ส่งออกรวมเดือนมิถุนายน: 1.037 ล้านคัน (+75.1% เทียบปีต่อปี)
- ส่งออก NEV เดือนมิถุนายน: 523,000 คัน (สัดส่วนเกิน 50%)
- ส่งออกรวมครึ่งปีแรก 2569: 5.096 ล้านคัน (+65.3%)
- ส่งออก NEV ครึ่งปีแรก: 2.355 ล้านคัน คิดเป็น 46.2% ของการส่งออกทั้งหมด
ตลาดในประเทศชะลอ แต่ NEV ยังขยายส่วนแบ่ง
ในฝั่งยอดขายรวม ทั้งตลาดในประเทศและส่งออก จีนขายรถได้ 2.81 ล้านคันในเดือนมิถุนายน ลดลง 3.2% จากปีก่อน ขณะที่ยอดขาย NEV อยู่ที่ 1.643 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 23.6% ทำให้สัดส่วนรถพลังงานใหม่ต่อยอดขายรถใหม่ทั้งหมดขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 58.5% ภาพนี้สะท้อนว่าผู้ผลิตจีนหันไปพึ่งตลาดต่างประเทศมากขึ้น ในวันที่ตลาดบ้านเกิดเริ่มอิ่มตัวและการแข่งขันด้านราคายังดุเดือด
อาเซียนและไทยอยู่ในเส้นทางหลัก
CarNewsChina ระบุว่าการเติบโตหลักของการส่งออกมาจากอาเซียน ตะวันออกกลาง และรัสเซีย โดยอ้างข้อมูลจาก OICA ว่าช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ความต้องการรถยนต์ในเวียดนามเพิ่มขึ้น 35% ไทยเพิ่มขึ้น 15% และรัสเซียเพิ่มขึ้น 10% ปัจจัยที่ทำให้รถจีนได้เปรียบคือห่วงโซ่อุปทานที่คุมต้นทุนแบตเตอรี่และมอเตอร์ได้ดี รวมถึงการเข้าไปเติมช่องว่างในตลาดที่ค่ายรถดั้งเดิมยังเปลี่ยนผ่านสู่ไฟฟ้าได้ช้า
ผู้ใช้รถในไทยได้อะไร
สำหรับคนไทย ตัวเลขนี้หมายถึงการแข่งขันที่จะเข้มข้นขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจำนวนรุ่นใหม่ที่ทยอยเข้ามา ราคาที่ถูกกดดันให้ลดลง และโปรโมชันที่ถี่ขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นแรงกดดันต่อผู้ผลิตที่ตั้งโรงงานในไทยแล้ว ว่าจะรักษาความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับรถนำเข้าจากจีนได้อย่างไร ผู้ที่กำลังคิดจะซื้อรถไฟฟ้าจึงควรติดตามราคาและเงื่อนไขการรับประกันอย่างใกล้ชิด เพราะตลาดยังเปลี่ยนเร็วมาก