สมาคมผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป (ACEA) เผยแพร่ตัวเลขจดทะเบียนรถยนต์นั่งใหม่ในสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 พบว่าช่วงมกราคม–พฤษภาคม ตลาดรวมเติบโต 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วน (BEV) ขึ้นมาครองส่วนแบ่ง 20% ของรถใหม่ทั้งหมด หรือทุก 5 คันจะมีรถไฟฟ้าล้วน 1 คัน
ตัวเลขสำคัญ 5 เดือนแรก
- รถ BEV จดทะเบียนใหม่ 950,521 คัน ส่วนแบ่ง 20% เพิ่มจาก 15.3% ในช่วงเดียวกันของปี 2568 (ยอดโตราว 35.7%)
- เฉพาะเดือนพฤษภาคม ยอด BEV โต 42% และมีส่วนแบ่ง 21.3%
- รถไฮบริด (HEV) ยังครองอันดับหนึ่งด้วยส่วนแบ่ง 37.8%
- รถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) มีส่วนแบ่ง 9.7% เพิ่มจาก 8.3%
- ยอด BEV สะสม 5 เดือนในอิตาลีโต 75.7% ฝรั่งเศสโต 55.4% และเยอรมนีโต 40.9%
เบื้องหลังการเติบโต
ตลาดใหญ่ทั้งสามประเทศล้วนโตแรงในกลุ่มรถไฟฟ้า เฉพาะเดือนพฤษภาคมยอด BEV ในฝรั่งเศสโตถึง 92.7% ซึ่ง Best-Selling-Cars มองว่าส่วนหนึ่งมาจากการมีรถไฟฟ้าคันเล็กให้เลือกมากขึ้น ส่วนเยอรมนีซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคก็เติบโตราว 40% หากนับรวมประเทศกลุ่ม EFTA และสหราชอาณาจักร ส่วนแบ่งรถไฟฟ้าล้วน 5 เดือนแรกอยู่ที่ 21.4% ในทางกลับกันรถเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลล้วนเสียส่วนแบ่งต่อเนื่อง ผู้ซื้อจำนวนมากเลือกขยับไปใช้ไฮบริดก่อน ทำให้ไฮบริดกลายเป็นเทคโนโลยีที่ครองตลาดมากที่สุดในตอนนี้
ภาพรวมจึงเป็นตลาดที่ไฟฟ้าล้วนโตเร็ว แต่ยังไม่ใช่กระแสหลัก ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปยังต้องเร่งยอด BEV ให้สอดคล้องกับเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนของสหภาพยุโรป
มุมมองสำหรับผู้อ่านชาวไทย
ยุโรปเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของรถไฟฟ้าจีนหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในไทยด้วย การที่ความต้องการ BEV ในยุโรปยังเพิ่มขึ้นช่วยให้ผู้ผลิตมียอดการผลิตที่มากพอจะลดต้นทุนแบตเตอรี่และพัฒนารุ่นใหม่ต่อได้ ส่วนสัดส่วนไฮบริดที่สูงมากก็สะท้อนว่าหลายประเทศยังเปลี่ยนผ่านแบบค่อยเป็นค่อยไป คล้ายกับที่ตลาดไทยมีทั้งรถไฟฟ้าล้วน ไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริดให้เลือกควบคู่กัน