บริษัทวิจัย Benchmark Mineral Intelligence ซึ่งรวมข้อมูลของ Rho Motion ไว้ด้วย เผยแพร่ตัวเลขยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (รวม BEV และ PHEV) ทั่วโลกประจำเดือนสิงหาคม 2569 เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 พบว่ามียอดขายรวมราว 1.83 ล้านคัน เพิ่มขึ้นเพียง 2% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ส่วนยอดสะสม 8 เดือนแรกของปีอยู่ที่ประมาณ 13.4 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 4%
ภาพรวมที่ดูนิ่ง ๆ นี้ซ่อนความต่างระหว่างภูมิภาคไว้มาก เพราะแต่ละตลาดวิ่งไปคนละทิศทาง
ตัวเลขสำคัญรายภูมิภาค
- ยุโรป: โต 36% เทียบปีก่อน และโต 29% สำหรับยอดสะสมทั้งปี แม้ยอดเดือนสิงหาคมจะลดลง 15% จากเดือนกรกฎาคมตามฤดูพักร้อน
- ฝรั่งเศส: สัดส่วนรถไฟฟ้าในยอดขายรถใหม่แตะ 41% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด
- จีน: ยอดขายในประเทศลดลง 11% เทียบปีก่อน (เดือนกรกฎาคมลด 5%) และยอดสะสมทั้งปีลดลง 12% แต่สัดส่วนรถไฟฟ้ายังสูงกว่า 60% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สี่
- การส่งออก NEV ของจีน: ราว 518,000 คัน เพิ่มขึ้นประมาณ 150% และเป็นสถิติรายเดือนใหม่ ยอดส่งออกสะสมทั้งปีเกิน 3.3 ล้านคันแล้ว
- อเมริกาเหนือ: ลดลง 33% เทียบปีก่อน ซึ่งเป็นการหดตัวแรงที่สุดของปี และยอดสะสมทั้งปีลดลง 21%
ทำไมตลาดแต่ละที่ถึงต่างกัน
ยุโรปยังได้แรงหนุนจากนโยบายและมาตรการอุดหนุนใหม่ ๆ เช่น สเปนที่เปิดโครงการ Auto+ ให้เงินสนับสนุนพื้นฐาน 4,500 ยูโร ขณะที่ตลาดในประเทศจีนชะลอลงหลังจากเติบโตร้อนแรงมาหลายปี แต่ผู้ผลิตจีนหันไปเร่งการส่งออกแทนอย่างเห็นได้ชัด ส่วนอเมริกาเหนือยังคงหดตัวต่อเนื่อง และในแคนาดามีการใช้โควตานำเข้ารถไฟฟ้าจีนรอบแรกไปเพียง 15,603 จาก 24,500 สิทธิ์ หรือราว 64%
มีความหมายอย่างไรกับตลาดไทย
ตัวเลขที่น่าจับตาที่สุดสำหรับคนไทยคือการส่งออกรถพลังงานใหม่ของจีนที่ทำสถิติสูงสุด เพราะไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของแบรนด์จีนอย่าง BYD, GWM, AION, Changan หรือ Geely เมื่อตลาดบ้านเกิดโตช้าลง ผู้ผลิตก็มีแรงจูงใจมากขึ้นที่จะส่งรุ่นใหม่ ๆ และทำราคาแข่งขันในต่างประเทศ ผู้ซื้อในไทยจึงมีแนวโน้มจะได้เห็นรุ่นใหม่เข้ามาถี่ขึ้นและการแข่งขันด้านราคาที่ยังเข้มข้นต่อไป ขณะเดียวกันการเติบโตของยุโรปที่ยังแข็งแรงก็ช่วยยืนยันว่ากระแสรถไฟฟ้าในภาพรวมยังไม่ได้ชะลอตัวไปทั้งโลก แม้ตัวเลขรวมจะโตเพียงหลักเดียวก็ตาม