Benchmark Mineral Intelligence ซึ่งรวมทีมวิเคราะห์ Rho Motion ไว้ด้วย รายงานว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 2.0 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 7% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 11% จากเดือนพฤษภาคม ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 9.6 ล้านคัน ตัวเลขชุดนี้นับรวมทั้งรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วน (BEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)
ภาพรวมแยกตามภูมิภาค (มิถุนายน 2569)
- จีน: ราว 1.0 ล้านคัน ลดลง 11% จากปีก่อน ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี 4.9 ล้านคัน ลดลง 14%
- ยุโรป: ราว 530,000 คัน เพิ่มขึ้น 31% จากปีก่อน และ 28% จากเดือนก่อน ยอดสะสม 2.5 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 27%
- อเมริกาเหนือ: ราว 130,000 คัน ลดลง 13% จากปีก่อน ยอดสะสม 730,000 คัน ลดลง 20%
- ภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก: ราว 300,000 คัน เพิ่มขึ้น 98% จากปีก่อน ยอดสะสม 1.4 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 91%
ยุโรปทำสถิติ ฝรั่งเศสโดดเด่น
ยุโรปเป็นภูมิภาคที่แข็งแรงที่สุดของเดือน ฝรั่งเศส เดนมาร์ก สเปน และโปรตุเกสต่างทำสถิติยอดขายรายเดือนใหม่ โดยฝรั่งเศสทำได้สูงกว่าสถิติเดิมเมื่อธันวาคม 2568 ถึง 14% และ Renault ครองส่วนแบ่งตลาดรถไฟฟ้าในฝรั่งเศสราว 20%
จีนขายในประเทศลด แต่ส่งออกพุ่ง
ตลาดในประเทศของจีนยังหดตัว แต่การส่งออกรถพลังงานใหม่ (NEV) ในเดือนมิถุนายนมีจำนวนเกือบ 500,000 คัน ซึ่งเป็นสถิติรายเดือนใหม่ รายงานยังชี้ว่าค่ายจีนเริ่มหันมาเน้นปลั๊กอินไฮบริดมากขึ้นสำหรับตลาดยุโรป โดยยอดขาย PHEV จีนในสหภาพยุโรปปี 2568 เพิ่มขึ้นมากกว่าสี่เท่าจากปี 2567
อเมริกาเหนือยังถอยหลัง
ในอเมริกาเหนือ ยอดขายสะสมลดลง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการยกเลิกเครดิตภาษีรถไฟฟ้าของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 ส่วนแคนาดาเปิดโควตาให้นำเข้ารถไฟฟ้าที่ผลิตในจีนได้ 49,000 คัน และ Lotus เริ่มส่ง Eletre ที่ผลิตในจีนไปแคนาดาเป็นล็อตแรกในต้นเดือนกรกฎาคม
ความหมายต่อไทย
กลุ่มภูมิภาคอื่น ๆ ซึ่งครอบคลุมตลาดนอกจีน ยุโรป และอเมริกาเหนือ รวมถึงไทย เป็นกลุ่มที่โตเร็วที่สุดเกือบเท่าตัว ขณะเดียวกันการที่จีนส่งออกรถพลังงานใหม่ได้เกือบครึ่งล้านคันต่อเดือน สะท้อนว่าค่ายรถจีนกำลังมองหาตลาดนอกประเทศอย่างจริงจัง ผู้ใช้รถในไทยจึงมีแนวโน้มได้เห็นรถรุ่นใหม่และการแข่งขันด้านราคาจากแบรนด์จีนต่อเนื่อง