ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบกของมาเลเซีย (JPJ) ระบุว่า เดือนสิงหาคม 2569 มีรถยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนใหม่ 8,833 คัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้น 155% จาก 3,461 คันในเดือนเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 27.3% จากเดือนกรกฎาคม ทำลายสถิติเดิม 8,123 คันที่ทำไว้เมื่อเดือนธันวาคม 2568 รถไฟฟ้าคิดเป็น 11.4% ของยอดจดทะเบียนรถใหม่ทั้งหมด และหากรวมรถไฮบริดด้วย สัดส่วนรถพลังงานไฟฟ้าจะอยู่ที่ราว 17.9%
อันดับแบรนด์เดือนสิงหาคม
- Proton 5,383 คัน สถิติสูงสุดของแบรนด์ (e.MAS 5 จำนวน 4,770 คัน และ e.MAS 7 จำนวน 613 คัน)
- Tesla 1,166 คัน ขึ้นมาอันดับ 2 จากแรงหนุนของ Model 3 ที่พุ่งจาก 135 เป็น 659 คัน ส่วน Model Y อยู่ที่ 507 คัน
- BYD 571 คัน ตกมาอันดับ 3 ยอดลดลงมากกว่าครึ่งจากเดือนก่อน
- iCaur 406 คัน และ ZEEKR 395 คัน (ในจำนวนนี้เป็น ZEEKR 7X 308 คัน)
ดาวเด่นของเดือนคือ Proton e.MAS 5 รถไฟฟ้าคอมแพกต์ของแบรนด์ท้องถิ่นมาเลเซีย ซึ่งยอดเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจาก 2,402 คันในเดือนกรกฎาคม และขึ้นไปอยู่อันดับ 5 ของรถขายดีทุกประเภทในมาเลเซีย
ยอด 8 เดือนแซงทั้งปีที่แล้ว
ช่วงมกราคม–สิงหาคม 2569 มาเลเซียมีรถไฟฟ้าจดทะเบียนรวม 47,508 คัน เพิ่มขึ้น 103.1% จาก 23,396 คันในช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่ายอดทั้งปี 2568 ที่ 44,813 คันแล้ว ทั้งที่ยังเหลืออีก 4 เดือน
เทียบกับไทย
แม้ตลาด EV มาเลเซียจะโตเร็ว แต่ขนาดยังเล็กกว่าไทยอยู่มาก ในเดือนสิงหาคมเดียวกัน ไทยมีรถไฟฟ้าล้วนจดทะเบียนใหม่ 21,917 คัน หรือราว 2.5 เท่าของมาเลเซีย ความแตกต่างที่น่าสนใจคือ มาเลเซียมีแบรนด์ท้องถิ่นอย่าง Proton เป็นผู้นำตลาด EV ขณะที่ตลาดไทยนำโดยแบรนด์จีนหลายราย การแข่งขันระหว่างประเทศในอาเซียนเพื่อดึงค่ายรถมาตั้งฐานผลิตจึงยังเข้มข้น และน่าติดตามว่าจะส่งผลต่อราคาและทางเลือกรถไฟฟ้าในภูมิภาคอย่างไร