Mercedes-Benz Group รายงานยอดขายไตรมาส 2 ปี 2569 (เมษายน–มิถุนายน) โดยภาพรวมยังไม่สดใสนัก แต่ฝั่งรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วน (BEV) เติบโตโดดเด่น ยอด BEV ทั้งกลุ่มรวมรถนั่งและรถตู้อยู่ที่ 63,000 คัน เพิ่มขึ้น 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตัวเลขสำคัญ
- รถนั่งไฟฟ้าล้วน 52,900 คัน เพิ่มขึ้น 51% และรถตู้ไฟฟ้า 10,100 คัน เพิ่มขึ้น 46%
- สัดส่วน BEV ของรถนั่งทั่วโลก 13% เทียบกับ 7.7% ในไตรมาส 2 ปี 2568 หรือราว 1 ใน 8 คัน
- ในยุโรป ขายรถนั่งไฟฟ้าล้วน 43,500 คัน เพิ่มขึ้น 87% คิดเป็นสัดส่วน 26%
- รถที่มีระบบไฟฟ้า (xEV รวมปลั๊กอินไฮบริด) รวม 87,500 คัน คิดเป็นราว 21% ของยอดรถนั่ง
- ยอดขายรวมทั้งกลุ่ม 511,900 คัน ลดลง 6% จากปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสแรก
รุ่นไหนเป็นตัวดัน
electrive รายงานว่ารุ่นที่ช่วยผลักยอดรถไฟฟ้าคือ CLA ไฟฟ้า GLC ไฟฟ้า และ GLB ไฟฟ้า และคาดว่า C-Class ไฟฟ้าจะเข้ามาเสริมยอดอย่างมีนัยสำคัญในช่วงถัดไป ในเยอรมนีซึ่งเป็นตลาดบ้านเกิด ยอด BEV เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว
จีนยังเป็นจุดอ่อน
อีกด้านของตัวเลข ยอดรถนั่งรวมของ Mercedes-Benz Cars อยู่ที่ 417,800 คัน ลดลง 8% จากปีก่อน ตัวถ่วงหลักคือจีน ซึ่งยอดขายรถนั่งเหลือ 98,600 คัน ลดลง 12% สวนทางกับอเมริกาเหนือที่เพิ่มขึ้น 13% เป็น 91,300 คัน ส่วนยุโรปขายรถนั่งได้ 166,400 คัน เพิ่มขึ้น 4%
ภาพนี้สะท้อนสถานการณ์ของค่ายรถหรูยุโรปในช่วงนี้ได้ชัด คือรถไฟฟ้ารุ่นใหม่เริ่มขายได้ดีในยุโรปซึ่งเป็นตลาดบ้านเกิด แต่ยังไม่พอชดเชยยอดที่หายไปในจีน ซึ่งเคยเป็นตลาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของแบรนด์
มุมมองสำหรับไทย
Mercedes-Benz เป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่อยู่ในรายชื่อบริษัทที่ลงทุนด้านรถยนต์ไฟฟ้าในไทยตามข้อมูลของ BOI การที่รถไฟฟ้าสัดส่วนสูงขึ้นในระดับโลกจึงเป็นสัญญาณที่น่าติดตามสำหรับตลาดรถหรูในไทย ซึ่งปัจจุบันต้องแข่งกับแบรนด์จีนระดับพรีเมียมที่ทยอยเข้ามาทำตลาดมากขึ้น อย่างไรก็ตามข้อมูลรอบนี้ไม่ได้แยกยอดขายรายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้