สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดตัวเลขล่าสุดของการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของไทย ณ เดือนพฤษภาคม 2569 ว่ามีโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว 198 โครงการ มูลค่ารวมมากกว่า 137,000 ล้านบาท หรือราว 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI ระบุว่าโครงการเหล่านี้ได้เกิดเป็นการลงทุนจริง การผลิตจริง และการจ้างงานแล้ว
เงินลงทุนแยกตามประเภท
- รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วน (BEV) 18 โครงการ 39,500 ล้านบาท
- แบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน 57 โครงการ 33,500 ล้านบาท
- รถยนต์ไฮบริด (HEV) 7 โครงการ 29,900 ล้านบาท
- ชิ้นส่วนสำคัญของ EV เช่น มอเตอร์และระบบแบตเตอรี่ 49 โครงการ 12,500 ล้านบาท
- สถานีชาร์จและสถานีสลับแบตเตอรี่ 42 โครงการ ราว 9,788 ล้านบาท
- รถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) 7 โครงการ ราว 9,429 ล้านบาท
- รถบัสและจักรยานยนต์ไฟฟ้า 18 โครงการ ราว 3,100 ล้านบาท
นอกจากตัวเงินลงทุน BOI ยังระบุว่าผู้ผลิตรถยนต์ที่ได้รับส่งเสริมจ้างแรงงานไทยแล้วมากกว่า 16,000 คน และมีแผนติดตั้งหัวชาร์จทั่วประเทศกว่า 22,900 หัว ในจำนวนนี้เป็นหัวชาร์จเร็วมากกว่า 10,000 หัว ขณะที่ Automotive Logistics รายงานว่าคาดว่าจะมีการจัดซื้อชิ้นส่วนในประเทศมากกว่า 60,000 ล้านบาท
ยอดจดทะเบียนสะท้อนการเปลี่ยนผ่าน
ปี 2568 รถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทคิดเป็น 44% ของยอดจดทะเบียนรถใหม่ในไทย เพิ่มจากเพียง 3% เมื่อห้าปีก่อน แต่ควรดูรายละเอียดด้วย เพราะตัวเลขนี้รวมไฮบริดไว้ด้วย แยกเป็นไฮบริด (HEV) 21.8% รถไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วน (BEV) 19.6% และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) 2.9% หมายความว่าราว 1 ใน 5 ของรถใหม่ที่จดทะเบียนในปีที่แล้วเป็นรถไฟฟ้าล้วน
ผู้ผลิตที่ลงทุนในไทยมีทั้งแบรนด์ยุโรปอย่าง Mercedes-Benz และ BMW แบรนด์เกาหลีอย่าง Hyundai และแบรนด์จีนอย่าง BYD เป้าหมายของ BOI คือผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน
ผู้ใช้รถได้อะไร
สำหรับคนใช้รถ EV ในไทย ตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดน่าจะเป็นแผนหัวชาร์จกว่า 22,900 หัว ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงตามแผน จะช่วยลดความกังวลเรื่องการหาที่ชาร์จเวลาเดินทางไกล ขณะที่การผลิตรถและแบตเตอรี่ในประเทศมากขึ้นก็มีส่วนช่วยเรื่องราคา อะไหล่ และบริการหลังการขายในระยะยาว