คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือบอร์ดอีวี ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ประชุมเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 และเห็นชอบในหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ ภายใต้แนวคิด "สร้างประโยชน์ให้ประเทศมาก จ่ายภาษีน้อยลง"
ภาษี 3 ระดับ แบ่งอย่างไร
- ระดับต่ำสุด: ผู้ผลิตที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงและผลิตชิ้นส่วนสำคัญในไทย
- ระดับกลาง: ผู้ผลิตที่มีโรงงานในไทยแล้ว แต่อยู่ระหว่างทดลองตลาดหรือช่วงเริ่มลงทุน
- ระดับสูงสุด: ผู้นำเข้าที่เน้นขายอย่างเดียวโดยไม่มีแผนผลิตในประเทศ
เกณฑ์ที่จะใช้พิจารณาลดหย่อนภาษีสำหรับรถที่ผลิตในไทย ได้แก่ มูลค่าการลงทุน การจ้างงาน การใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ และมูลค่าที่เกิดกับซัพพลายเออร์ไทย ทั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยอัตราภาษีเป็นตัวเลขของแต่ละระดับ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปชัดเจนภายในเดือนกันยายน ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
ตลาด EV ไทยโตเร็ว
ข้อมูลที่นำเสนอต่อบอร์ดระบุว่า ช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 รถไฟฟ้าล้วน ไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริด มีสัดส่วนรวมเกิน 55% ของยอดจดทะเบียนรถใหม่ โดยเฉพาะรถไฟฟ้าล้วนจดทะเบียน 126,950 คัน เพิ่มขึ้น 88% จากปีก่อน ด้านการลงทุน มีโครงการที่เกี่ยวกับ EV ได้รับส่งเสริมจาก BOI แล้ว 189 โครงการ มูลค่ารวม 151,400 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการผลิตแบตเตอรี่ 87,070 ล้านบาท รองลงมาคือการผลิตรถ BEV 38,560 ล้านบาท และชิ้นส่วน 12,560 ล้านบาท
ด้านสถานีชาร์จ โครงการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนมีแผนติดตั้งหัวจ่ายรวม 23,135 หัว ในจำนวนนี้เป็นหัวชาร์จเร็ว 10,249 หัว เทียบกับเป้าหมายหัวชาร์จเร็ว 12,000 หัวภายในปี 2573
ตั้งอนุกรรมการ 2 ชุด
บอร์ดยังแต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า มีนายวราวุธ ศิลปอาชา เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาโครงข่ายสถานีชาร์จ มีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นประธาน
ผู้ใช้รถควรรู้อะไร
หากโครงสร้างนี้ผ่าน ครม. รถไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคันโดยไม่มีการผลิตในไทยมีแนวโน้มต้นทุนภาษีสูงขึ้น ขณะที่รุ่นที่ประกอบในประเทศจะได้เปรียบด้านราคา ผู้ที่วางแผนซื้อรถไฟฟ้าจึงควรติดตามว่ารุ่นที่สนใจผลิตในไทยหรือนำเข้า และรอดูอัตราภาษีจริงที่จะประกาศออกมาก่อนตัดสินใจ