กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รายงานเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 59,196 คัน เพิ่มขึ้นราว 20% จาก 49,102 คันในเดือนเดียวกันของปีก่อน ตัวขับเคลื่อนสำคัญยังคงเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ที่เติบโตแรงต่อเนื่อง
ตัวเลขเดือนกรกฎาคม 2569
- รถยนต์ไฟฟ้า BEV ขายได้ 20,990 คัน เพิ่มขึ้น 122% คิดเป็นราว 35.5% ของยอดขายทั้งหมด
- รถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปขายได้ 7,553 คัน ลดลงราว 35% เหลือสัดส่วนประมาณ 12.8%
- กระบะไฟฟ้าขายได้ 346 คัน แม้ยังน้อยแต่เพิ่มขึ้นหลายเท่าจากปีก่อน
- ยอดผลิตรถยนต์ 117,383 คัน เพิ่มขึ้น 6.12% และส่งออกรถสำเร็จรูป 74,169 คัน เพิ่มขึ้นราว 2.4%
ภาพรวม 7 เดือนแรก
ช่วงมกราคมถึงกรกฎาคม 2569 ยอดขายรถยนต์ในประเทศรวม 406,162 คัน เพิ่มขึ้นราว 15% โดยรถ BEV ขายได้รวม 125,411 คัน เพิ่มขึ้นราว 97% แต่ Just Auto ระบุว่าประมาณสองในสามของรถ BEV เหล่านี้ (ราว 67%) เป็นรถนำเข้าสำเร็จรูป ส่วนใหญ่มาจากจีน ขณะที่ยอดขายกระบะซึ่งใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงยังลดลงราว 4% และยอดผลิตสะสม 7 เดือนอยู่ที่ 834,595 คัน ใกล้เคียงปีก่อน
ส.อ.ท. ตั้งเป้าการผลิตรถยนต์ปี 2569 ที่ 1.45 ล้านคัน แบ่งเป็นขายในประเทศ 550,000 คัน และส่งออก 900,000 คัน
ตัวเลขนี้บอกอะไรกับผู้ใช้รถในไทย
รถไฟฟ้ากลายเป็นกระแสหลักของตลาดไทยแล้ว เมื่อทุกๆ รถใหม่ 3 คันที่ขายในเดือนกรกฎาคมมี 1 คันเป็น BEV ผลที่ตามมาคือจำนวนรถไฟฟ้าบนถนนที่เพิ่มขึ้นเร็ว ความต้องการสถานีชาร์จตามเส้นทางท่องเที่ยวจะสูงขึ้น และตลาดรถไฟฟ้ามือสองจะใหญ่ขึ้นตาม อีกด้านหนึ่ง สัดส่วนรถนำเข้าที่สูงและยอดรถสันดาปที่ลดลงก็เป็นแรงกดดันให้ภาครัฐทบทวนมาตรการภาษีเพื่อรักษาฐานการผลิตในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคารถไฟฟ้านำเข้าในอนาคต