กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดตัวเลขเดือนพฤษภาคม 2569 ภาพที่เห็นชัดคือตลาดในประเทศฟื้นตัวด้วยแรงหนุนจากรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ฝั่งการผลิตและการส่งออกชะลอลงอย่างหนัก
ยอดขายในประเทศ
- ยอดขายรวม 57,765 คัน เพิ่มขึ้น 10.6% จากปีก่อน และเพิ่ม 19.36% จากเดือนเมษายน
- รถยนต์นั่งไฟฟ้าล้วน (BEV) 18,034 คัน โต 61.19% คิดเป็นส่วนแบ่ง 31.22% ของตลาด
- รถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาป 8,435 คัน ลดลง 38.74%
- รถกระบะ 11,171 คัน ทรงตัว (+0.21%)
- ไฮบริด (HEV) 12,702 คัน และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) 1,663 คัน
ยอดสะสม 5 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 288,242 คัน โต 14.10% โดยรถ BEV สะสม 82,143 คัน เพิ่มขึ้นถึง 83.27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
การผลิตและส่งออกหดตัว
ในเดือนพฤษภาคม ไทยผลิตรถยนต์ได้ 114,214 คัน ลดลง 17.94% ส่วนการส่งออกอยู่ที่ 59,434 คัน ลดลง 26.69% ยอดผลิตสะสม 5 เดือนอยู่ที่ 587,759 คัน ลดลง 1.13% สำนักข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างข้อมูลจากนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. ว่าสาเหตุหลักคือการผลิตรถยนต์นั่งและกระบะเพื่อส่งออกลดลง จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่อันดับสามของไทย รวมถึงกฎเกณฑ์ด้านการปล่อยคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้นในตลาดสำคัญ
ด้านตลาดในประเทศ สถาบันการเงินยังเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ และหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า 80% ของ GDP ยังกดดันกำลังซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มรถกระบะ ในขณะที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นอีกแรงที่ผลักให้ผู้บริโภคหันมาเลือกรถไฟฟ้าและ SUV
มีความหมายอย่างไรกับผู้ใช้รถในไทย
ตัวเลขนี้ยืนยันว่ารถไฟฟ้าล้วนกลายเป็นตัวหลักของตลาดรถยนต์นั่งในไทยแล้ว เพราะขายได้มากกว่ารถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปราวสองเท่าในเดือนเดียว สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ผลที่ตามมาคือจำนวนรุ่นให้เลือกและการแข่งขันด้านราคาที่น่าจะดุเดือดต่อไป รวมถึงแรงกดดันให้เครือข่ายสถานีชาร์จและศูนย์บริการต้องขยายตามให้ทัน